บทที่ 6 บท 5.1
เพราะไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าตัวเองจะได้มีโอกาสคุยกับเจ้าสมุทรไวขนาดนี้ แถมตอนนี้ทั้งคู่ก็ดูเหมือนจะรู้จักชื่อของกันและกันโดยที่มีเจ๋งเป็นตัวกลางเชื่อมความสัมพันธ์ให้อีกต่างหาก เพราะมันค่อนข้างเหนือความคาดหมายของเขามาก นั่นจึงทำให้หลังจากนั้นต่อให้ชิลินจะวางสายจากเพื่อนไปเกินหนึ่งชั่วโมงแล้ว แต่เขาก็ยังคงนึกถึงเหตุการณ์ตอนก่อนหน้านี้ไม่ยอมหยุดอยู่ดี
แม้ในตอนนี้เขากำลังนั่งดูหนังท่ามกลางแอร์เย็นฉ่ำพร้อมกับแก๊งกุมารทั้งสองตัวที่ขอมามีส่วนร่วมในทุก ๆ กิจกรรมของเขาอยู่แท้ ๆ แต่ชิลินกลับไม่ได้ให้ความสนใจกับหนังที่เขาอยากดู ให้สมกับที่มันกลายเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เขาปฏิเสธการสังสรรค์กับเพื่อนฝูงในคืนนี้ด้วยซ้ำ
ชิลินเอาแต่นั่งเหม่ออยู่แบบนั้น ขณะเดียวกันในหัวของเขาก็คอยคิดไปด้วยว่าเจ้าสมุทรรู้สึกยังไงตอนที่อีกฝ่ายได้คุยกับเขา แถมยังทันเห็นเด็กทั้งสองตัววิ่งผ่านกล้องไปอีกต่างหาก
อีกฝ่ายจะรู้ไหมนะว่านั่นไม่ใช่สิ่งมีชีวิต แต่เป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่ากุมารทองต่างหาก นั่นเป็นความกังวลที่ผุดขึ้นมาในหัวของชิลิน
“เรื่องนิน่ากัวสุด ๆ!”
“ช่ายเลย ม่ายค่อยหนุกด้วย”
“นายอย่าพูดแบบนิสิ เดี๋ยวแม่จ๋าเสียใจนะ”
“โอ๊ะ! ลืม ๆ” ขณะที่สายตาของชิลินกำลังจับจ้องไปยังหน้าจอโทรทัศน์แต่สมองของเขาไม่ได้ให้ความสนใจกับภาพเคลื่อนไหวตรงหน้าเลยแม้แต่นิด ทันใดนั้นเสียงของเฉาก๊วยนมสดที่นั่งอยู่ข้าง ๆ โดยที่มีชิลินนั่งอยู่ตรงกลางระหว่างทั้งคู่ก็ทำให้เขาหลุดออกมาจากภวังค์จนได้
“เฮ้อ แล้วทำไมถึงต้องมานั่งใกล้กันขนาดนี้ พวกนายไม่อึดอัดหรือไง” เมื่อเห็นว่าแก๊งกุมารพยายามเอาแขนเอาขาเล็ก ๆ ของตัวเองมาสัมผัสโดนเนื้อตัวกันให้ได้ คล้ายกับหากทั้งคู่ได้แตะตัวชิลินเพียงแค่เล็กน้อยก็จะอุ่นใจแล้ว ชิลินจึงถามออกไปแบบนั้นด้วยน้ำเสียงติดรำคาญอย่างคงเส้นคงวา
“ม่ายอึดอัดหรอก ใครจะกล้าอึดอัดกับแม่จ๋ากัน” นมสดที่มีนิสัยชอบพูดจาเอาอกเอาใจกันตั้งแต่แรก ๆ ที่เจ้าตัวมาอยู่กับเขารีบให้คำตอบกลับมาพร้อมระบายยิ้มกว้างจนตาปิดใส่กัน เหมือนอีกฝ่ายรู้ว่าหากเจ้าตัวทำแบบนี้ ชิลินจะไม่กล้าบ่นอย่างไรอย่างนั้น
ซึ่งมันก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ
อาจเพราะชิลินมีความรักเด็กมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เขาจึงมักจะมีอาการใจอ่อนง่ายทุกครั้งยามที่เจอลูกอ้อนแบบนี้ แล้วพอเจอนมสดพูดจาทำนองนี้ใส่กัน แถมเจ้าตัวยังมีการมายิ้มหวานให้อีกต่างหาก นั่นจึงทำให้เขาไม่กล้าที่จะต่อว่าอะไรต่อ ได้แต่ปล่อยให้อีกฝ่ายเอาขาอ้วน ๆ ของตัวเองมาเกยกันไว้แบบนั้น
“เอาเถอะ อยากทำอะไรก็ทำ” ชิลินบอกแก๊งกุมารด้วยน้ำเสียงนึกปลง
“แม่จ๋าชอบผู้ชายคนนั้นหยอ” เฉาก๊วยที่เอาแขนมาเกยกันไม่น้อยหน้าน้องชายตัวเองเอ่ยถามชิลินเหมือนเจ้าตัวอยากรู้อยากเห็นในเรื่องนี้มาก
“อย่าจุ้นจ้านเรื่องของผู้ใหญ่น่า” แม้เขาจะตกใจอยู่บ้างที่จู่ ๆ เฉาก๊วยก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ด้วยความตกใจประกอบกับชิลินอยากให้เรื่องนี้เป็นความลับในใจตัวเองตลอดไป เขาจึงรีบพูดออกไปแบบนั้นอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิดนาน
“แต่พวกเลามีภารกิจนะแม่จ๋า” เฉาก๊วยพูดเตือนกัน
“แล้วยังไง ฉันต้องช่วยพวกนายเหรอ” เขาถามกลับไป
“ก้อถ้าแม่จ๋าม่ายช่วย แม่จ๋าก้อต้องห้ามลำคานพวกเลาน้า” นมสดบอกกัน
“…”
“แต่แบบนี้ก้อดีนะแม่ หนูชอบอยู่กับแม่จ๋าอ่า เพราะแม่จ๋าใจดี” นมสดไม่พูดเปล่า แต่เจ้าตัวเล็กที่มองยังไงอีกฝ่ายก็เหมือนกับลูกฝรั่งตาน้ำข้าวชัด ๆ ยังมีการเอาหัวกลม ๆ ของตัวเองมาถูที่แขนของชิลิน เหมือนเจ้าตัวต้องการได้รับความรักจากเขาเยอะ ๆ
“พ—พอเลยนะ แล้วก็ช่วยหยุดเรียกฉันว่าแม่ด้วย” ชิลินทำเป็นใจแข็งกลับไปพร้อมขยับแขนให้ออกจากอ้อมแขนของเจ้านมสด
“แม่” อีกฝ่ายเถียงกลับมาเหมือนต้องการจะยัดเยียดบทบาทคำว่าแม่ให้ชิลินให้ได้
“เอ๊ะ! ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่ใช่แม่ของพวกนาย หยุดยัดเยียดให้กันสักที ฉันไม่ได้คลอดพวกนายออกมานะ” ชิลินเถียงสู้กลับไปอย่างไม่ยอมแพ้
“แม่จ๋าของพวกหนู” เฉาก๊วยกระโดดร่วมวงเข้ามาเถียงช่วยน้องชายตัวเองอีกครั้ง ซึ่งพอชิลินถูกแก๊งกุมารรุมยัดเยียดคำว่าแม่ให้กันแบบนั้น เขาก็รีบยกมือขึ้นมาปิดหูทั้งสองข้างของตัวเองโดยพลันคล้ายกับเขาไม่อยากได้ยินคำพูดนี้อีกต่อไป
“โธ่โว๊ย! บอกแล้วไงว่าฉันไม่มีลูกเป็นกุมารทองโว๊ย!” เขาโวยวายใส่แก๊งกุมาร และเสียงโวยวายของชิลินนั้นก็ทำให้ทั้งนมสดและเฉาก๊วยต่างพร้อมใจร้องไห้ประสานเสียงออกมาพร้อมกันแทบจะทันที เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนจะไม่ได้ดั่งใจทั้งคู่ ทั้งสองจึงร้องไห้เหมือนต้องการเอาแต่ใจ
“เงียบเดี๋ยวนี้นะ! เงียบทันที เดี๋ยวพวกนายก็…” ยังไม่ทันจะสิ้นเสียงพูดของชิลินด้วยซ้ำ ทันใดนั้นเสียงทุบประตูห้องที่ดังสนั่นจนเหมือนจะพังเข้ามาข้างในนี้ให้ได้ก็ดังขึ้นมาเสียก่อน นั่นจึงทำให้แก๊งกุมารทั้งสองตัวปิดปากฉับแล้วโผเข้ากอดชิลินด้วยความตื่นตระหนกโดยพลัน
ปัง! ปัง! ปัง!
“ม—แม่” นมสดเรียกกันเสียงสั่น พยายามจะกลั้นน้ำตาและเสียงร้องไห้ของตัวเองทั้งหน้าดำหน้าแดง เหตุเพราะกลัวว่าบางสิ่งบางอย่างจะรู้สึกไม่พอใจกันมากกว่านี้
“เห็นไหมล่ะ ฉันบอกพวกนายแล้วว่าห้ามร้อง” ชิลินพูดพลางมองไปยังหน้าประตูห้องนอน ก่อนที่วินาทีต่อมาเขาจะค่อย ๆ เลื่อนสายตามองลงไปยังช่องเล็ก ๆ ข้างล่างประตูห้อง เพื่อที่เขาจะได้เห็นว่าตอนนี้มีเงาคนๆ หนึ่งกำลังยืนอยู่ข้างหน้าห้องเขาเหมือนรอบางอย่างอย่างแน่วแน่ ทำเอาชิลินถึงกับต้องลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ ซึ่งเขาก็ไม่อยากจะจินตนาการนึกไปถึงวินาทีที่ตัวเองเปิดประตูออกไปเจอสิ่ง ๆ นั้นเลย
